ทำความรู้จัก “บาร์ฟสุนัข” อาหารชั้นเลิศของเจ้าตูบ พร้อมวิธีให้ที่ถูกต้อง!
ถ้าให้พูดถึงความสำคัญของการเลี้ยงสุนัข สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เจ้าของอย่างเรานึกถึง และให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ๆ ก็คงจะเป็นในเรื่องของสุขภาพร่างกายของเจ้าตูบ ที่เจ้าของอย่างเราอยากที่จะเห็นน้องมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง
แต่การที่จะทำให้น้องมีร่างกายที่แข็งแรงได้นั้น การให้อาหารถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่เจ้าของอย่างเราไม่ควรมองข้ามโดยเด็ดขาด
อย่างเช่นในเรื่องของการให้ บาร์ฟสุนัข ที่เชื่อว่ามีหลายคนไม่รู้ว่าการให้ บาร์ฟสุนัขนั้นส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกายของน้อง ๆ มากกว่าการให้อาหารสำเร็จรูปทั่วไป
วันนี้พวกเรา PetPlease เลยขออาสาพาทุกคนมากทำความรู้จักกับบาร์ฟสุนัขว่าคืออะไร ให้บาร์ฟสุนัขกับน้อง ๆ แล้วส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกายของน้อง ๆ มากขนาดไหน
อีกทั้งเรายังมีวิธีการให้บาร์ฟสุนัขมาฝากเพื่อนๆทุกคนได้ลองนำไปใช้กับน้อง ๆ กันอีกด้วย ถ้าเพื่อน ๆ พร้อมที่จะอยากรู้กันแล้ว งั้นเรามาเริ่มทำความรู้จักไปพร้อม ๆ กันเลย
บาร์ฟสุนัข คืออะไร
บาร์ฟ (BARF) ย่อมาจาก “Biologically Appropriate Raw Food” หรือ “Bones and Raw Food”
หมายถึง อาหารที่มีส่วนประกอบมาจากเนื้อ อวัยวะภายใน และกระดูก รวมถึงไข่และผลิตภัณฑ์นม พืชผักผลไม้ ที่ไม่ผ่านความร้อน
หรือพูดง่าย ๆ คือ การกินอาหารดิบหรืออาหารสดนั่นเอง
สาเหตุที่ให้บาร์ฟกับสุนัข เพราะว่าในอดีตสุนัขเป็นสัตว์ป่า และเป็นนักล่าลำดับต้น ๆ ที่ชอบออกล่าเหยื่อ และออกหากินอาหารดิบ ๆ ตามธรรมชาติ
ที่ไม่ได้มีการผ่านความร้อน หรือการปรุงแต่งใด ๆ ก่อนที่ต่อมาสุนัขจะกลายเป็นสัตว์เลี้ยงแสนน่ารัก กินแต่อาหาร ของสำเร็จรูปเหมือนในปัจจุบันนี้
ข้อดีของอาหารบาร์ฟ
เชื่อว่าหลาย ๆ คน กำลังสงสัยว่าการให้เจ้าตูบกินบาร์ฟสุนัข หรืออาหารดิบที่ไม่ผ่านความร้อน จะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายของสุนัขเหรอ?
ขอตอบตรงนี้เลยว่าไม่เป็นอันตรายค่ะ! เพราะว่าการให้อาหารสด หรือให้อาหารดิบกับน้องหมานั้น มีประโยชน์มากกว่าที่ทุกคนคิดซะอีก
ซึ่งจากผลการวิจัย พบว่าการให้อาหารบาร์ฟแก่สุนัขมีข้อดี ดังนี้
- ช่วยให้ระบบย่อยอาหาร และระบบทางเดินอาหารทำงานได้ดียิ่งขึ้น
- ลดการเกิดโรคที่เกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร โรคกระเพาะ ทางเดินอาหาร และลำไส้
- ช่วยแก้ปัญหาท้องผูก ขับถ่ายง่ายขึ้น
- ร่างกายแข็งแรงขึ้น รวมทั้งลดอาการภูมิแพ้
- สุนัขได้รับสารอาหารที่เหมาะสม
- ช่วยบำรุงผิวหนังและขน
- ช่วยลดปัญหากลิ่นเหม็นสาบของแมวและสุนัข
- ฟันสะอาดและเหงือกแข็งแรง
- ช่วยควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
อาหารบาร์ฟมีเส้นใยอาหาร และมีโปรตีนสูง ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้มีประสิทธิมากขึ้น
อาหารบาร์ฟมักจะเป็นอาหารดิบและกระดูก ที่ประกอบด้วยโปรตีนเป็นส่วนใหญ่
อาหารบาร์ฟที่ปรุงสำเร็จรูปยึดตามอัตราส่วนที่เหมาะสมและมีส่วนผสมจากพืชเพื่อให้มีคุณค่าทางโภชนาการที่สมดุลอุดมไปด้วยสารอาหารครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ
การกินบาร์ฟจะช่วยให้สุนัขได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างครบถ้วน ทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นและเส้นขนแข็งแรง
หมดปัญหาขนร่วงเป็นหย่อม ๆ ที่พบได้บ่อยในสุนัข แถมยังช่วยบรรเทาโรคผิวหนัง ลดอาการคันและอักเสบ พร้อมทั้งบำรุงเส้นขนเงางามมีสุขภาพดี ขนหนาไม่หลุดร่วงง่าย
สุนัขที่กินอาหารดิบ ส่วนใหญ่จะมีฟันที่สะอาดขึ้น เพราะการกินบาร์ฟจะช่วยลดอาการเหงือกอักเสบลดการก่อตัวของคราบหินปูนที่เกาะแน่นบนเนื้อฟัน ช่วยให้กลิ่นปากสะอาด
อาหารบาร์ฟจะทำให้สุนัขอิ่มนาน และอาหารบาร์ฟยังไม่มีส่วนผสมที่ทำให้น้ำหนักตัวของสุนัขเกินเกณฑ์มาตรฐานอีกด้วย
ข้อเสียของอาหารบาร์ฟ
ถึงแม้ว่าในอดีตเจ้าตูบจะกินอาหารดิบตามธรรมชาติ และดูเหมือนว่าการกินอาหารดิบจะไม่ส่งผลเสียอะไรต่อร่างกาย แต่ใช่ว่าการกินอาหารดิบ ๆ จะดีเสมอไป
ข้อเสียของอาหารบาร์ฟก็มีเหมือนกัน เช่น
- อันตรายจากเชื้อโรค
- มีผลเสียต่อสุขภาพถ้าให้ไม่ถูกสัดส่วน
- ราคาแพงกว่าเมื่อเทียบกับอาหารสำเร็จรูป
อันตรายจากเชื้อโรค
เชื้อโรคที่ติดมากับอาหารดิบ เป็นสาเหตุแรก ๆ ที่ทำให้เจ้าของไม่กล้าให้อาหารบาร์ฟกับสุนัข
เพราะว่าอาหารดิบจำพวกเนื้อสัตว์ หากเตรียมและจัดเก็บไม่ดี รวมทั้งล้างภาชนะ มีดหรือเขียงไม่สะอาดทั้งก่อนทำและหลังทำ อาหารบาร์ฟก็เสี่ยงปนเปื้อนเชื้อโรค
- เชื้อซัลโมเนลล่า
- เชื้ออีโคไล
ถ้าระบบย่อยไม่แข็งแรง การรับเอาเชื้อโรคอันตรายเข้าไปถึงแม้จะนิดเดียว ก็มีโอกาสท้องเสียเฉียบพลันสูง
มีผลเสียต่อสุขภาพถ้าให้ไม่ถูกสัดส่วน
การให้บาร์ฟที่ดีไม่ใช่แค่ว่ามีแค่เนื้อดิบกับกระดูก
แต่การให้บาร์ฟที่ดีต้องมีวัตถุดิบครบทั้ง 5 กลุ่ม ได้แก่
- เนื้อ
- กระดูกดิบ
- เครื่องใน
- ผักผลไม้
- อาหารเสริม
และควรให้อยู่ในสัดส่วนที่สมดุล
ถ้าผู้เลี้ยงให้กินเนื้อ หรือผักผลไม้ไม่พอ อาจจะทำให้เกิดผลเสียกับสุขภาพเจ้าตูบ
- ท้องผูก
- มีภาวะแพ้ต่าง ๆ
- ขนร่วงหนัก
- เกิดการอักเสบที่กระเพาะและลำไส้
- มีผลต่อตับและไต
ราคาแพงกว่าเมื่อเทียบกับอาหารสำเร็จรูป
อาหารบาร์ฟถือเป็น Human Food Grade มีเนื้อดิบเป็นส่วนผสมหลักที่อัดแน่นด้วยสารอาหาร และยังมีผักผลไม้สด รวมถึงอาหารเสริม
ทำให้อาหารบาร์ฟมีราคาที่แพงมากกว่าอาหารสำเร็จรูปที่มีคุณค่าทางโภชนาการน้อย
ข้อควรระวังในการให้อาหารบาร์ฟ
ถึงอาหารบาร์ฟสุนัขจะมีข้อดีหลายข้อ แต่ถ้าเราให้ผิดวิธีก็อาจจะทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายของสุนัขได้
ซึ่งการให้อาหารบาร์ฟมีข้อควรระวัง ดังนี้
- เนื้อที่เตรียมต้องสด ใหม่ สะอาด
- ระวังเรื่องกระดูกที่ติดกับเนื้อสัตว์
- อาจเกิดสภาวะขาดสารอาหาร หรือสารอาหารเกิน
- ใช้เวลาเตรียมนาน และเตรียมยาก
- อาจไม่เหมาะกับสุนัขบางสายพันธุ์
- อาหารบางอย่างอาจไม่เหมาะกับสุนัข
วิธีการให้อาหารบาร์ฟที่ถูกต้อง
สำหรับใครที่สนใจอยากที่จะลองให้บาร์ฟสุนัขกับเจ้าตูบของเราดู ก็สามารถลองให้บาร์ฟสุนัขตามวิธี และคำแนะนำที่พวกเรานำมาฝากกันได้
โดยวิธีการให้บาร์ฟสุนัข จะมีอะไรกันบ้างก็มาดูกันต่อเลยดีกว่า
ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่าสุนัขของเราพันธุ์อะไร มีขนาด และน้ำหนักเท่าไหร่ เพื่อที่จะได้คำนวณปริมาณของบาร์ฟสุนัขอย่างถูกต้อง
หลักการให้อาหารบาร์ฟโดยทั่วไปแล้ว จะให้อัตราส่วน 2-4% ของน้ำหนักตัวสุนัข
เช่น สุนัขมีน้ำหนัก 10 กิโลกรัม ให้กินเนื้อดิบผสมผักผลไม้ราว 200-400 กรัมต่อวัน
อย่างไรก็ดี ก่อนให้อาหารบาร์ฟควรปรึกษาสัตวแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการโดยเฉพาะ
- ควรให้เนื้อสัตว์ดิบ 70%
- ควรมีกระดูกอ่อน 10%
- ควรมีตับ เครื่องใน และไข่ไก่ 10%
- ควร On Top ด้วยผักและผลไม้ 10%
ปริมาณอาหารบาร์ฟที่เหมาะสมกับสุนัขแต่ละวัย
สุนัขวัยเด็ก
สำหรับสุนัขที่มีอายุ 2-6 เดือน ปริมาณที่แนะนำต่อวัน คือ 8-10% ของน้ำหนักตัว หรือจำนวน 3-4 มื้อต่อวัน
และสุนัขที่มีอายุ 6 -12 เดือน ปริมาณแนะนำต่อวัน คือ 5-8 % ของน้ำหนักตัว จำนวน 2-3 มื้อต่อวัน
สุนัขโตเต็มวัย
สำหรับสุนัขที่โตเต็มวัยแล้ว ปริมาณแนะนำต่อวันคือ 2-4 % ของน้ำหนักตัว จำนวน 1-2 มื้อต่อวัน
และยังสามารถปรับลดหรือเพิ่มสัดส่วนอาหารบาร์ฟได้ หากสุนัขออกกำลังกายเป็นประจำ หรือเริ่มเสี่ยงภาวะน้ำหนักเกิน
สุนัขสูงวัย
สำหรับสุนัขวัยนี้ มักจะขยับร่างกายน้อยลงทำให้การเผาผลาญน้อยลงตามไปด้วยเช่น
ดังนั้นปริมาณอาหารบาร์ฟที่แวะต่อวัน คือ 1-2 % ของน้ำหนักตัว จำนวน 1-2 มื้อต่อวัน
สุนัขทุกสายพันธ์เมื่ออายุเกิน 7 ปีแล้ว ต้องปรับให้กินอาหารน้อยลง ควบคุมน้ำหนัก เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว
สุนัขตั้งท้องและอยู่ในช่วงให้นมลูก
สุนัขที่กำลังตั้งท้อง และยังอยู่ในการให้นมลูก ถือว่าเป็นสุนัขที่ต้องการพลังงานมาก
ดังนั้นปริมาณของอาหารบาร์ฟที่ควรได้ต่อวัน คือ 3-6% ของน้ำหนักตัว จำนวน 3- 5 มื้อ
สุนัขที่มีปัญหาสุขภาพหรือโรคประจำตัว
สำหรับสุนัขที่มีปัญหาสุขภาพหรือโรคประจำตัว โดยเฉพาะสุนัขที่ป่วยเป็นโรคตับ ไต เบาหวาน ตับอ่อนอักเสบ โรคหัวใจ โรคมะเร็ง ฯลฯ
ต้องพิจารณาเป็นรายตัวไปว่าร่างกาย สามารถปรับมากินบาร์ฟได้หรือไม่
ควรปรึกษาสัตวแพทย์ที่เชี่ยวชาญทางด้านโภชนาการ
คำถามที่พบบ่อย
สุนัขสามารถกินอาหารบาร์ฟพร้อมกับอาหารเม็ดได้ไหม?
อาหารทั้งสองแบบนั้นมีการย่อยที่แตกต่างกัน จึงไม่ควรนำมาผสมในมื้อเดียวกัน
เนื่องจากอาหารแต่ละอย่างใช้เวลาในการย่อยแตกต่างกัน การทานรวมกันนั้นอาจทำให้อาหารเข้าไปอยู่ในกระเพาะนานเกินไป
ลูกสุนัขสามารถกินบาร์ฟได้ไหม?
ลูกสุนัขสามารถทานบาร์ฟได้ตั้งแต่หย่านมแม่
แต่ควรมีภาชนะส่วนตัวของแต่ละตัวเอาไว้ เนื่องจากลูกสุนัขบางตัวอาจจะแย่งอาหารจากตัวอื่น
อาหารบาร์ฟ แบบสำเร็จรูปเหมาะที่จะให้สุนัขหรือไม่?
อาหารบาร์ฟที่ดีที่สุด คือการเตรียมแบบวันต่อวัน เพื่อความสด ใหม่ สะอาด ไม่ผ่านการเก็บรักษา
ดังนั้นอาหารบาร์ฟสำเร็จรูป หรือ กลุ่มอาหารแช่แข็งอาจมีสารอาหารหรือคุณประโยชน์ที่ลดลงได้
สุนัขไม่ยอมกินบาร์ฟ ทำอย่างไร?
การที่สุนัขไม่ยอมกินอาหารบาร์ฟมีหลายสาเหตุ เช่น ไม่คุ้นชินกับกลิ่นอาหารดิบ อาหารบาร์ฟนิ่มหรือแข็งเกินไป
ถ้าน้องหมาของเราไม่ยอมทานเพราะไม่คุ้นชินกับกลิ่นอาหารดิบ ให้เราใส่อาหารเม็ดเดิมผสมลงไปก่อนแล้วค่อยลดปริมาณอาหารเม็ดเรื่อย ๆ
แต่ถ้าน้องหมาของเราไม่กินเพราะอาหารบาร์ฟนิ่มหรือแข็งเกินไป ให้เราทำอาหารบาร์ฟแบบกึ่งแข็งกึ่งนิ่มแทน
สรุป
ทั้งนี้ทั้งนั้นการให้ความสำคัญในเรื่องของอาหารการกิน ไม่ว่าจะเป็นน้องหมา หรือสัตว์เลี้ยงชนิดอื่น ๆ นับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่เจ้าของอย่างเราควรให้ความสำคัญมากที่สุด
เพราะถ้าเราอยากให้น้อง ๆ มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง การเลือกอาหารให้เหมาะกับน้อง ๆ เลือกอาหารที่มีประโยชน์ มีสารอาหารที่ครบถ้วน ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะส่งผลต่อสุขภาพ ร่างกายของน้องที่จะช่วยทำให้น้องสุขภาพดี และอยู่เป็นเพื่อนคู่ใจกับเราไปนาน ๆ